Wolf Gang - Interview from Chinashopmag (THA)

posted on 02 Jun 2012 02:01 by wadoiji23 in WolfGang directory Entertainment
 

A Word with Wolf Gang
by Nicole Pajer and Catie Laffoon
April 18, 2012

Source : http://www.chinashopmag.com/2012/04/a-word-with-wolf-gang/





* ยังไม่แน่ใจว่าแม็กมีพี่สาวหรือน้องสาวสองคนกันแน่ แต่ขอใช้คำว่าพี่สาวไปก่อน  
* ตรงที่แปลแล้วไม่ค่อยแน่ใจจะใส่วงเล็บต้นฉบับไว้ให้นะคะ


แม็ก แม็กเอเลกัส ทำเพลงของเขาในห้องนอน เหมือนเป็นงานอดิเรก และพยายามอย่างหนักที่จะเรียนต่อด้านมานุษยวิทยาสังคมและการเมืองที่โรงเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ของลอนดอน เป็นชีวิตที่ผิดแผนไปหน่อยสำหรับแม็กเอเลกัส และเขาก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่าโลกสนใจในดนตรีของเขามากกว่าการเป็นแค่โปรเจ็กเล่น ๆ 

เขาลาออกจากโรงเรียน และเริ่มทำดนดรีเต็มเวลา เรียกโครงการของเขาว่า Wolf Gang หลังจากเป็นเพียงเสียงเบา ๆ ในอังกฤษ แม็กเอเลกัสสร้างวงของเขาโดยหาจากเพื่อนในลอนดอน และสร้างฐานแฟน ๆ ขึ้นจากตรงนั้น

วูลฟ์แก๊งตอนนี้มาถึงอเมริกาและกำลังจะขึ้นเล่นที่ Coachella ที่ ๆ ความสามารถของพวกเขาจะได้แสดงต่อหน้าคนนับแสนในวันศุกร์วีคเอนแรก ไปเล่นซัพพอร์ทวงร็อค Mike Snow ที่ลอสแองเจลิสวันที่ 18 เมษายน และเล่นที่ Coachella สัปดาห์ที่สอง ก่อนจะโดดไปซัมเมอร์ทัวร์กับ Coldplay

เราอยู่กับแม็กเอเลกัสและสมาชิกวงคนอื่น ๆ ด้วย (ลาซเซ่ ปีเตอร์เซ่น, เจมส์ วู้ด และ เกฟวิน สเลทเตอร์) ที่โต๊ะปิคนิคในพื้นที่ VIP ของ Coachella เพื่อจะพูดคุยกันถึงเพื่อนบ้านที่น่ารำคาญกับห้องนอนของพวกเขา การอัดเสียง เพลงรักโรแมนติกและการก่อการร้าย รวมถึงเรื่องที่พวกเขากำลังจะไปทัวร์กับ Coldplay ด้วย



แม็ก พี่สาวของคุณเป็นดีไซเนอร์ใช่ไหม พวกเราเห็นลิงค์ที่คุณแปะไว้บนเฟซบุ๊คของพวกคุณเพื่อโชว์งานของเธอ

แม็ก : ใช่ เธอเคยทำมาก่อน แต่ไม่แล้วล่ะ
(ตรงนี้ไม่ค่อยแน่ใจว่าแม็กหมายถึงพี่สาวไม่ได้มาแปะลิงค์ในFBแล้ว หรือเธอไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ต่อแล้ว)



งั้นคุณก็เลยตามแฟชั่นมาก ๆ เลยใช่ไหมตั้งแต่พี่สาวของคุณสนใจด้านนี้

แม็ก : ผมไม่ค่อยอยากจะพูดว่าผมตามแฟชั่นหรอก แต่มันก็ดีนะที่จะลองใส่เสื้อผ้าเก๋ ๆ แล้วก็พวกเครื่องประดับบ้าง ผมมีพี่สาวสองคน พวกเธอก็เลยช่วยผมเลือก ตอนที่ผมเริ่มโต อายุสัก 12-16ปี พวกเธอก็มาช่วยผมเลือกเสื้อผ้าเวลาจะออกไปข้างนอกแล้ว

ลาซเซ่ : ตอนนี้เป็นผมแล้วล่ะ จริง ๆ นั่นก็เสื้อเชิ้ตของผมนะ (เสื้อที่แม็กใส่อยู่)

แม็ก : ลาซเซ่เป็นเหมือนแม่ผมเลย

ลาซเซ่ : ที่จริงเช้านี้ผมก็เป็นคนรีดเสื้อให้เขาด้วย

แม็ก : ลาซเซ่ทำอาหารด้วยนะ...



นั่นเสื้อคุณจริง ๆ เหรอ?

ลาซเซ่ : ใช่เลย แล้วผมก็เป็นคนรีดมันด้วย!



ช่างเป็นการเสียสละจริงๆ - รีดเสื้อให้เพื่อนร่วมวง

ลาซเซ่ : ผมเป็นพวกแม่ไก่น่ะ เราน่าจะเขียนถึงเรื่องที่ผมทำอาหารให้ทุกคนเสมอ ๆ หน่อยนะ

เกฟวิน : ช่าย เราอัดเสียงกลองเสร็จ แล้วเขาก็จะไปทำมื้อเย็นแล้วล่ะ



นั่นเป็นดีลที่ดีนะ แล้วจริงหรือเปล่าที่อัลบั้มเปิดตัวนี่มาจากความฝันของคุณน่ะ

แม็ก : ถ้าชื่อน่ะใช่ "Suego Faults" เป็นชื่อที่แปลกนะ ผมตื่นมาแล้วก็นึก ถึงชื่อนี้ขึ้นมา มันเป็นชื่อของสถานที่ที่ผมสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นความฝันที่ค่อนข้างมีชีวิตชีวา แล้วมันก็ค่อนข้างจริงจังนิดหน่อย



มันยากไหมที่จะอธิบายกับผู้คนในทีแรก

แม็ก : ก็นิดหน่อย



แม็ก คุณไม่ได้เอาจริงเอาจังกับทางดนตรีแต่แรก คุณแค่ทำมันในห้องนอนแล้วก็อัพมันเข้าไปในโลกออนไลน์น่ะเหรอ

แม็ก : ใช่ ถูกต้องเลย มันก็แค่บางอย่างที่ผมรักจริง ๆ มาตลอด และไม่เคยคิดเลยว่าจะทำมันเป็นอาชีพได้ มันยอดมากที่ตอนนี้มันกำลังไปได้ดีด้วย



คุณรู้สึกยังไงตอนที่คุณเพิ่งพบว่าคนชอบงานของคุณ อยากจะเซ็นสัญญาและทำงานกับคุณด้วย

แม็ก : มันน่าตื่นเต้นมาก และมันก็เกิดขึ้นค่อนข้างจะรวดเร็วด้วย ผมเพิ่งจะลาออกจากมหาวิทยาลัยในปีสุดท้ายของผมมา แล้วหกเดือนจากนั้นผมก็เซ็นสัญญากับค่าย Atlantic ทั้งหมดมันเกิดขึ้น - เหมือนทุกสิ่งหมุนไปรอบ ๆ
(everything was spinning around - ประโยคนี้คล้ายที่แม็กแต่งไว้ในเพลง Planet ในอัลบั้มนี้ด้วย)



แม็ก คุณก็ทำดนตรีด้วยตัวเอง และจากนั้นก็ตัดสินใจจะสร้างเป็นวงเต็มรูปแบบ คุณไปเจอชวนคนอื่น ๆ ในวงมาได้ยังไงเหรอ

แม็ก : จริง ๆ พวกเราได้เจอกันเพราะเป็นเพื่อนของเพื่อนกันทั้งนั้นเลย แค่ในลอนดอนนะ ลาซเซ่เคยเล่นในวงอื่นมาก่อน แล้วเกฟวินก็ด้วย เจมส์เขียนเพลงอยู่ในนิวคาสเซิลและอื่น ๆ พวกเราเป็นเพื่อนของเพื่อนและพวกเขาก็ค่อนข้างจะอยากให้เราอยู่ด้วยกัน แล้วเราก็เลยเล่นมาด้วยกัน 2-3ปีแล้ว

ลาซเซ่ : บางทีมันก็แค่คลิกกันน่ะนะ มันดีเลยล่ะ



นั่นยอดมาก ทั้งที่มันดูกระทันหันนะ มีวงมากมายที่เราได้คุยด้วยนั้นเริ่มต้นจากสมาชิกวงที่ไม่เหมือนตอนนี้ และพยายามจะหามือกลองหรือว่ามือกีตาร์ใหม่....

แม็ก : โอ้ ใช่เลย

เกฟวิน : จริง ๆ มือกีตาร์น่ะนะมาอยู่วงนี้ไม่เวิร์คหรอก แล้วมันก็ไม่มีเรื่องเบื้องหลังอะไรหรอกนะ

แม็ก : เราน่าจะคุยเรื่องนี้กันหน่อยนะ



ตอนนี้คุณยังทำเดโมเพลงในห้องนอนของคุณหรือเปลี่ยนมาทำในสตูดิโอแล้วล่ะ

แม็ก : ใช่ มันเป็นทางที่ดีที่สุดน่ะนะ เราอยู่กันที่เบอร์ลินสองเดือนเพื่อจะเขียนเพลงที่นั่น แต่เรากลับมา และเราก็แค่ทำมันต่อในห้องนอนของผมที่ลอนดอน และที่นั่นผมคิดว่าเราทำงานเสร็จไปได้เยอะแล้วนะ มันออกจะธรรมดาหน่อย แต่ก็ไม่กดดันเหมือนทำในสตูดิโอ

เจมส์ : เพื่อนบ้านไม่ค่อยชอบมันเท่าไร

เกฟวิน : มีผู้หญิงน่ากลัวสุด ๆ อยู่ที่ร้านถัดไป เธอมาเคาะประตูห้องใหญ่เลย คุณกำลังจะอัดเสียงร้อง แล้วสิ่งที่คุณได้ยินก็คือเสียงตึง ๆ เนี่ย

แม็ก : เพื่อนบ้านคนหนึ่งชอบมัน แต่อีกคนเกลียด เราเลยลองโยนหินถามทางกับเธอ แล้วเธอก็ออกมาจากบ้าน บอกว่า "เพลงนั้นฟังดูเหมือนบทกวีจังนะ ฉันชอบมันจริงๆ"



นั่นคือคุณรู้ได้แล้วสิว่าคุณมีของดีในมือ ตอนที่เพื่อนบ้านออกมาน่ะ

แม็ก : ช่าย แล้วอีกคนก็แค่เคาะผนังบ้าน เธอเป็นคนพูดน้อยน่ะ



ครั้งสุดท้ายพวกคุณซื้อเพลงอะไรมาฟังกันเหรอ คุณยังคงซื้อพวกซีดีมั้ย หรือแค่ซื้อจาก iTune

ลาซเซ่ : ผมซื้อแผ่นเสียงน่ะ

เกฟวิน : วงหนึ่งที่ชื่อ Field Music - อัลบั้มใหม่ของพวกเขา “Plumb” น่ะ มันดีมาก ๆ เลยนะ



พวกเขามาจากอังกฤษหรือเปล่า

เกฟวิน : ช่าย พวกเขามาจากซันเดอร์แลนด์

ลาซเซ่ : จริง ๆ ผมมักจะหาทั้งหมดนั่นเจอน่ะ ไม่ใช่ซื้อมันมา ชุดแผ่นเสียงของนิค เดรกมันอยู่ในถังขยะของผม มันยังใหม่อยู่เลย

แม็ก : ระหว่างช่วงอาทิตย์ที่นายทำความสะอาดถังขยะน่ะเหรอ

ลาซเซ่ : มันยังห่อพลาสติกอยู่เลยนะ

เกฟวิน : นั่นน่าหงุดหงิดมากนะ นั่นน่ะมันแผ่นที่แพงที่สุดที่ผมเคยซื้อมาเลย มันตั้งห้าสิบปอนด์แหน่ะ แล้วเขาดันเจอมันในถังขยะของเขา

ลาซเซ่ : มันรวมอัลบั้มของเขาไว้ทั้งสามอัลบั้มเลย และเขาก็สุดยอดมาก ๆ ด้วย



นั่นแปลกจังนะ คุณแค่รอดูในถังขยะน่ะเหรอ

เจมส์ : ผมซื้ออัลบั้มของ Don Henley ที่ชื่อ “The Boys of Summer” และนั่นแหละ ผมไม่ได้อยากแนะนำทั้งอัลบั้มหรอกนะ

แม็ก : ผมซื้อเพลงยุค 80 ที่อ็อกฟอร์ด ของ Simple Minds records



แม็ก คุณเคยพูดถึงว่าคุณเป็นแฟนตัวยงของเพลงหวานเลี่ยนยุค 80 และภูมิใจกับมัน มีวงที่ชอบเป็นพิเศษไหม

ลาซเซ่ : นั่นมันก็มีเพลงดี ๆ อยู่นา

แม็ก : ผมคิดว่าเราทุกคนน่าจะรักมันนะ มันเป็นเพลงที่เขียนได้ดีไม่ใช่เหรอ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทุกวันนี้คุณก็ยังคงได้ยินคนร้องมันคู่กับเปียโน และมันเป็นเพลงยุค 80 ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ แล้วคอรัสก็ดีมาก ๆ มันยังเป็นเหมือนบทกวีที่โต้แย้งไม่ได้ด้วย



เพลง “The King and All of His Men” นี่พูดถึงอะไร

แม็ก : มันเริ่มมาจากเรื่องการก่อการร้าย - พูดได้ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย - แล้วจากนั้นก็เติมจินตนาการเข้าไปหน่อย แล้วก็ความโรแมนติกด้วย ให้เสียงของมันออกมาเหมือนเพลงรัก ผมเขียนมันเกี่ยวกับการก่อการร้าย และผู้ชายคนที่มาทำงานกับเราชั่วคราวก็มาหาผมแล้วบอกว่า "นาย เพลงนี้ชื่อ ‘The King and All of His Men’ - ฉันเพิ่งเลิกกับแฟนและนี่มันก็ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตฉันพอดีเลย" มันก็ไม่ได้เกี่ยวทั้งหมดหรอก แต่ผมก็ชอบนะที่เขาตีความมันแบบนั้นนะ



แล้วเพลงที่เกี่ยวกับการก่อการร้ายก็กลายเป็นเรื่องรักโรแมนติกซะงั้น

เกฟวิน : แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าการก่อการร้ายเป็นเรื่องโรแมนติกหรอกนะ



งั้นก็ไม่มีอะไรต้องทำเกี่ยวกับการก่อการร้ายแล้วใช่ไหม

แม็ก : ไม่มีหรอก มันแค่ระบุถึงบางคนที่เป็นเหมือนพวกก่อการร้าย แบบพวกที่สู้ด้วยความเชื่อกับคุณ และมันเหมือนว่าแล้วทำไมเธอต้องมาสู้กับฉันด้วย สำหรับผมมันไม่มีอะไรที่ต้องทำหรอก ไม่ใช่การต่อสู้ของผม

ลาซเซ่ : มันดีเสมอล่ะเวลาเขียนเพลงแล้วคลุมเครือสำหรับคนอื่นให้เขาไปตีความเอาเองแบบที่เขาชอบ



ช่าย นั่นทำให้แฟน ๆ หัวปั่น แล้วพวกเขาก็พยายามเชื่อมโยงมันว่ามันคืออะไรกันแน่ จากนั้นพวกเขาก็อ่านบทสัมภาษณ์แล้วก็ "โอ้ นั่นคือความหมายของเพลงนี้เหรอเนี่ย"

แม็ก : ใช่แล้ว (หัวเราะ)



เราเห็นผู้หญิงคนนึงโพสบนเฟสบุ๊คของเธอว่าเพลงของพวกคุณทำให้เธออยากจะเป็นเจ้าของโลกทั้งโลกเลย พวกคุณหวังอะไรกับเพลงที่เสร็จสมบูรณ์ของพวกคุณบ้างล่ะ

เกฟวิน : เราก็หวังว่าเธอจะไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายนะ!

แม็ก : ผมคิดว่าสิ่งที่เราสนุกกับมันมากคือการเดินทางไปกับมันนะ แล้วก็การทัวร์ มาที่สถานที่แบบนี้ และดูว่าเราจะทำมันต่อได้ไหม

เจมส์ : อยากแสดงต่อหน้าคนเยอะ ๆ ให้มากเท่าที่จะทำได้

แม็ก : เราอยากจะไปเล่นในเวทีที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ผมคิดว่าเราทั้งหมดยังกระหายที่จะเห็นเพลงของเราส่งไปถึงผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ

ลาซเซ่ : มันเป็นงานที่สนุกที่สุดที่คุณจะทำได้นะ ผมคิดอย่างนั้น

เกฟวิน : มันยอดมากเวลาพวกเราเล่นสด กับอะไรที่เราผลักดันมันออกมาในตอนนั้น - แค่อยากเห็นผู้คนสนุกด้วยตัวเอง เหมือนที่พวกเราก็สนุกเวลาที่เราเล่นดนตรีเหมือนกัน คุณจะเห็นคนมากมายเลยที่ขึ้นไปแล้วก็ดูเหมือนเบื่อ ๆ เวลาที่พวกเขาแสดง

ลาซเซ่ : ผมชอบเวลามองไปที่เจมส์นะ แล้วเขาก็ดูเหมือนปล่อยตัวเองไป แค่ออกไปทำมันพร้อมรอยยิ้มบนหน้าของเขา

เกฟวิน : สาบานได้ ผมว่าเขาเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเวลาขึ้นไปบนเวที ผู้ชายคนนี้บางทีเล่นแล้วเคลื่อนไหวแบบจริงจังเกิน เขาแทบจะตัดพื้นพรมได้อยู่แล้ว



แม็ก ตอนคุณอยู่ในโรงเรียน คุณเรียนอะไรเหรอ แล้วคุณวางแผนไว้ว่ายังไงก่อนที่เรื่องดนตรีจะเข้ามาพังแผนคุณน่ะ

แม็ก : ผมเคยเรียนด้านมานุษยวิทยาสังคมและการเมืองที่ LSE ในลอนดอน แล้วผมก็คิดว่าผมไม่รู้จริง ๆ ว่ากำลังจะทำอะไร อาจจะเป็นนักสังคมวิทยา ผมเดานะ แล้วผมก็มีจินตนาการแปลก ๆ ว่าจะเข้าร่วมบริษัทต่างชาติแล้วทำตัวแบบเจมส์ บอนส์ด้วย - แค่คิดแบบเด็ก ๆ ที่ใฝ่สูงน่ะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะไปทำอะไร นั่นแหละการศึกษาของผม



มีกำหนดการอะไรอีกไหมสำหรับวูลฟ์แก๊งในปี 2012

แม็ก : เราจะกลับมาอเมริกาอีกครั้งในเดือนมิถุนายนกับ Coldplay เราจะแสดงกับพวกเขาสิบสองครั้งระหว่างทัวร์อเมริกา



ตื่นเต้นไหมที่จะได้เล่นกับ Coldplay

ทุกคน : ใช่เลย

แม็ก : แน่นอนที่สุด



พวกคุณเป็นแฟนตัวยงของ Coldplay หรือเปล่า

แม็ก : ใช่ ผมรักอัลบั้มแรกของพวกเขา

เกฟวิน : สองอัลบั้มแรกของพวกเขาเป็นเหมือนซาวน์แทร็คในช่วงเวลาดี ๆ ของชีวิตผมเลย



กังวลไหมที่จะได้พบพวกเขา

เกฟวิน : ปกติผมก็กังวลตลอดอยู่แล้ว เพราะงั้นมันก็แน่นอน

แม็ก : เกฟต้องดื่มนิดหน่อยก่อนขึ้นเวทีทุกทีล่ะ



คุณต้องดื่มสักหน่อยสินะ...

เกฟวิน : ผมควบคุมความกังวลไม่ได้ ผมสั่นมากเลย ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยหรืออะไร ผมทำได้ไม่ค่อยดีนักสำหรับการขึ้นเวที

แม็ก : แต่เวลานายขึ้นไปบนเวที นายก็ดูสบายดีนี่

เกฟวิน : ผมแค่มองไปที่เจมส์ และจากนั้นก็จะหายน่ะ



มันง่ายขึ้นไหมหลังจากที่คุณขึ้นแสดงมากขึ้น

เกฟวิน : ก็ นั่นก็ใช่ ถ้ามันง่ายขึ้นจากนั้นบางทีคุณก็อาจเสียมันไปนิดหน่อย ผมชอบที่จะลองและรู้สึกกังวลตื่นเต้นเท่าที่จะทำได้ก่อนจะขึ้นแสดง เพราะนั่นหมายถึงว่าผมยังคงสนุกกับมันอยู่

แม็ก : เกฟเป็นคนแปลก ๆ น่ะ

เกฟวิน : ผมทำตัวเองให้เจ็บแล้วก็ทุกอย่างเลย ผมลงโทษตัวเอง
(Gavin: I give myself Chinese burns and everything. I punish myself.)

แม็ก : ใช่ แล้วก็หยุดไว้แค่นั้นได้แล้วนะ



วงไหนที่โดนใจพวกคุณในอาทิตย์นี้ล่ะ

แม็ก : เมื่อคืน Bon Iver มหัศจรรย์มาก

เกฟวิน : นั่นไม่น่าเชื่อเลยเนอะ!

ลาซเซ่ : ดีมาก ๆ ๆ

เกฟวิน : แล้วก็ Radiohead อีกหน่อย

ลาซเซ่ : นายจำได้ด้วยเหรอเกฟ

เกฟวิน : ผมจะบอกว่าผมไปดู The Shins ด้วย ไม่ ผมจำได้นะ มันไม่น่าเชื่อเลย สามวงที่ผมดูเมื่อวันก่อนนั่นสุดยอดจริง ๆ

ลาซเซ่ : รู้ไหม เราขอแก้ตัวหน่อยนะ นายไม่ได้ไปหรอก นายน่ะติดกับอยู่ในห้องน้ำตั้งสองชั่วโมง

เกฟวิน : ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้อยู่ที่นี่หรือไง ฉันน่ะ



มีอะไรมากมายเลยสินะกับการฉลองหลังโชว์น่ะ

เกฟวิน : ใช่เลยล่ะ!



นั่นก็ดีทั้งหมดล่ะนะ ก็ที่นี่คือ Coachella นี่นา!



Comment

Comment:

Tweet

นี่แปลเองหมดเลยหรอ เก่งจังbig smile big smile big smile 
เราเคยฟัง lion in ceges ก้อเพาะดีอะ
ชอบๆbig smile big smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!